บทเรียนจากความมหัศจรรย์ของการคิดใหญ่ โดย David J. Schwartz

0
265

 บทเรียนจากความมหัศจรรย์ของการคิดใหญ่ โดย David J. Schwartz

บทนำ

หนังสือ “The Magic of Thinking Big” หรือ “ความมหัศจรรย์ของการคิดใหญ่” โดย David J. Schwartz เป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในหนังสือแนวพัฒนาตนเองที่ทรงอิทธิพลที่สุด 1 แนวคิดหลักของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเป็นคนที่มีสติปัญญาล้ำเลิศหรือมีความสามารถพิเศษ หากแต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต 5 หนังสือเล่มนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นแนวทางให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลกในการพัฒนาตนเองและบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยคาดคิด 1

ความสำเร็จที่ยาวนานของ “The Magic of Thinking Big” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1959 1 และยังคงมีการกล่าวถึงและแนะนำอย่างต่อเนื่อง 3 รวมถึงได้รับการยกย่องจาก Forbes ว่าเป็นหนึ่งในหนังสือช่วยเหลือตนเองที่ดีที่สุด 11 แสดงให้เห็นถึงความเป็นสากลและความสามารถในการนำหลักการในหนังสือไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายยุคสมัย แม้ว่าหนังสือจะถูกเขียนขึ้นในยุค 50 แต่หลักการหลายอย่างยังคงมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับความท้าทายและเป้าหมายในชีวิตปัจจุบัน 3 ผู้ที่ได้อ่านและนำหลักการในหนังสือไปใช้หลายคนต่างกล่าวถึงผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น 3 โดยเน้นว่าแม้แนวคิดบางอย่างอาจดูเรียบง่าย แต่ภูมิปัญญาที่อยู่ในนั้นเป็นสิ่งที่เหนือกาลเวลาและยังคงใช้ได้ผลในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในตนเอง การเอาชนะข้ออ้าง และการคิดใหญ่ เป็นหลักการพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

ภาพรวมของหนังสือ “The Magic of Thinking Big”

แนวคิดหลักของหนังสือ “The Magic of Thinking Big” คือการเน้นย้ำว่าความคิดของมนุษย์มีผลกระทบอย่างมากต่อการกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต 2 วัตถุประสงค์หลักของหนังสือเล่มนี้คือการสอนให้ผู้อ่านรู้จักคิดในเชิงบวกและสามารถเอาชนะข้อจำกัดต่างๆ ที่พวกเขาสร้างขึ้นเองในจิตใจ 1 David J. Schwartz ได้นำเสนอคำแนะนำและกลยุทธ์ที่เป็นประโยชน์มากมายในการพัฒนาความคิดแบบคนประสบความสำเร็จ 2 ซึ่งรวมถึงหลักการสำคัญ เช่น การเชื่อมั่นในตนเอง การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ 17

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เพียงแค่บอกให้ผู้อ่าน “คิดใหญ่” แต่ยังได้นำเสนอขั้นตอนและวิธีการที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างแท้จริง 3 ผู้รีวิวหลายท่านได้ชื่นชมหนังสือเล่มนี้ที่ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจแบบผิวเผิน แต่ยังลงรายละเอียดในเชิงปฏิบัติว่าผู้อ่านจะสามารถนำหลักการ “คิดใหญ่” ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร เช่น การปรับเปลี่ยนท่าทาง การใช้คำพูดเชิงบวก และการจัดการกับความกลัว นอกจากนี้ หนังสือยังครอบคลุมหลากหลายด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว และชีวิตครอบครัว 5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความครอบคลุมและประโยชน์ที่หลากหลายของหลักการ “คิดใหญ่” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกมิติของชีวิต

7 บทเรียนสำคัญจาก “The Magic of Thinking Big”

บทเรียนที่ 1: จงเชื่อมั่นว่าคุณทำได้ และคุณจะทำได้ (Believe You Can Succeed and You Will)

ความเชื่อมั่นในตนเองถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต 2 หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำว่าความคิดเชิงบวกจะสร้างวงจรที่ดีของการลงมือทำ ความมั่นใจ และนำไปสู่ความสำเร็จที่สูงขึ้น 17 ขนาดของความสำเร็จนั้นมักจะแปรผันโดยตรงกับขนาดของความเชื่อมั่นที่เรามี 12 การตั้งเป้าหมายที่เล็กมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จำกัด ในขณะที่การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า 12 สิ่งสำคัญคือการไม่ประเมินความสามารถของตนเองต่ำเกินไป และในขณะเดียวกันก็ไม่ควรประเมินความสามารถของผู้อื่นสูงเกินไป 12 นอกจากนี้ การเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้อื่นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน 17 การสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงบวกและการสนับสนุนซึ่งกันและกันจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและความสำเร็จของทุกคน 17

ความเชื่อมั่นในตนเองไม่ใช่เพียงแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ แต่เป็นพลังที่แท้จริงที่สามารถกระตุ้นให้เกิดทักษะ พลังงาน และวิธีการที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5 หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าความเชื่อมั่นจะนำไปสู่การพัฒนา “วิธีการ” ที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ 5 เมื่อบุคคลเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่าพวกเขาสามารถทำบางสิ่งให้สำเร็จได้ จิตใจของพวกเขาจะเริ่มทำงานเพื่อค้นหาแนวทางและกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จนั้น การ “คิดถึงความสำเร็จ” อย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะจมอยู่กับ “ความคิดถึงความล้มเหลว” จะช่วยปรับสภาพจิตใจให้พร้อมที่จะสร้างแผนงานที่เป็นรูปธรรมและนำไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด 12 การจดจ่ออยู่กับภาพของความสำเร็จจะช่วยให้มองเห็นโอกาสและแนวทางที่เป็นไปได้มากขึ้น ในขณะที่การคิดถึงความล้มเหลวจะสร้างความกังวลและอุปสรรคทางความคิด ซึ่งจะขัดขวางการลงมือทำ

ตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังแห่งความเชื่อมั่นคือเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจขายบ้านเคลื่อนที่ 5 แม้ว่าเธอจะขาดเงินทุนและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในความสามารถของตนเอง เธอจึงสามารถโน้มน้าวให้นักลงทุนสองรายให้ความไว้วางใจและสนับสนุนทางการเงิน นอกจากนี้ เธอยังสามารถเจรจากับผู้ผลิตบ้านเคลื่อนที่ให้ส่งสินค้าให้ก่อนโดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เธอจึงสามารถทำสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ และประสบความสำเร็จอย่างมากในธุรกิจของเธอ 5

บทเรียนที่ 2: จงรักษาตัวเองจากโรค “ขี้แก้ตัว” (Cure Yourself of Excusitis, The Failure Disease)

การมีนิสัยชอบหาข้ออ้างเป็นสิ่งที่ขัดขวางการคิดใหญ่และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุความสำเร็จ 12 คนส่วนใหญ่มักจะหาข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่ออธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยข้ออ้างที่พบบ่อยมักจะเกี่ยวกับสุขภาพ สติปัญญา อายุ หรือโชคชะตา 19 หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าการบ่นเกี่ยวกับสุขภาพอยู่เสมอมักจะทำให้ผู้พูดดูเป็นคนเห็นแก่ตัวและไม่น่าเชื่อถือ 19 นอกจากนี้ อายุเองก็ไม่ใช่ข้อจำกัดที่แท้จริงในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ หรือการไล่ตามความฝัน 14

“Excusitis” หรือ “โรคขี้แก้ตัว” เป็นเหมือนโรคที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในตนเองและทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆ 12 การใช้ข้ออ้างเป็นกลไกทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น หรือเป็นเกราะป้องกันความกลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ การตระหนักถึงการมีอยู่ของ “โรค” นี้ในตัวเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการช่วยให้เราสามารถระบุและจัดการกับนิสัยการหาข้ออ้างของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุหลักของการหาข้ออ้างมักจะมาจากความกลัวความล้มเหลวและความปรารถนาในความสมบูรณ์แบบที่มากเกินไป 20 ความกลัวที่จะทำผิดพลาดหรือทำได้ไม่ดีพออาจทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่เริ่มต้นทำสิ่งใดเลย หรือเมื่อเผชิญกับปัญหา ก็จะพยายามหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการแก้ไขปัญหา การเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของเราได้อย่างเหมาะสม

แนวทางการนำหลักการนี้ไปใช้ในชีวิตจริงคือการตั้งใจที่จะหยุดการหาข้ออ้างและเริ่มที่จะยอมรับความรับผิดชอบต่อการกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของตนเอง 19 แทนที่จะจมอยู่กับเหตุผลต่างๆ ว่าทำไมถึงทำไม่ได้ หรืออะไรคืออุปสรรค จงมุ่งเน้นไปที่การลงมือทำและค้นหาวิธีการที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง 20 การเปลี่ยนจากการเป็น “นักแก้ตัว” ไปเป็น “นักลงมือทำ” จะเป็นก้าวสำคัญในการปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

บทเรียนที่ 3: จงสร้างความมั่นใจและทำลายความกลัว (Build Confidence and Destroy Fear)

ความกลัวเป็นปัจจัยสำคัญที่มักจะขัดขวางไม่ให้ผู้คนบรรลุความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ 2 หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าการลงมือทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงมือทำอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมาย เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเอาชนะความกลัว 12 ในทางตรงกันข้าม การไม่ทำอะไรเลยเมื่อเผชิญกับความกลัวนั้นมีแต่จะยิ่งเสริมสร้างความกลัวให้แข็งแกร่งขึ้น และในที่สุดก็จะทำลายความมั่นใจในตนเอง 12

เพื่อให้สามารถสร้างความมั่นใจและลดทอนความกลัวได้ Schwartz แนะนำให้พยายามเก็บสะสมแต่ความคิดเชิงบวกไว้ใน “คลังความทรงจำ” ของตนเอง 12 การหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ความคิดเชิงลบและความคิดที่ดูถูกตนเองเติบโตจนกลายเป็น “สัตว์ประหลาดทางความคิด” ที่บั่นทอนจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ 12 นอกจากนี้ การมองคนอื่นตามความเป็นจริง โดยไม่ประเมินค่าความสามารถของผู้อื่นสูงเกินไป ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง 12

ความมั่นใจในตนเองนั้นสามารถสร้างขึ้นได้จากการ “แสดงออก” ถึงความมั่นใจ 12 หนังสือเล่มนี้แนะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเลือกนั่งในแถวหน้าในการประชุมหรือสัมมนา การสบตาคู่สนทนา การเดินให้เร็วขึ้นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ การพูดเสียงดังฟังชัด และการยิ้มอย่างจริงใจ 12 การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะส่งสัญญาณไปยังจิตใจของเราว่าเรามีความมั่นใจ แต่ยังส่งผลให้ผู้อื่นรับรู้ถึงความมั่นใจในตัวเราด้วย การเผชิญหน้ากับความกลัวโดยตรง และการลงมือทำเพื่อจัดการกับสิ่งที่กลัวนั้น จะช่วยลดทอนอำนาจของความกลัวนั้นลงได้ 12 ความกลัวมักจะเติบโตในความเงียบและการหลีกเลี่ยง การระบุสิ่งที่ทำให้กลัวและวางแผนที่จะลงมือทำเพื่อจัดการกับมัน จะช่วยให้เราค่อยๆ เอาชนะความกลัวและสร้างความมั่นใจที่ยั่งยืนได้

บทเรียนที่ 4: วิธีคิดให้ใหญ่ (How to Think Big)

ขนาดของความคิดมักจะเป็นตัวกำหนดขนาดของความสำเร็จที่เราจะได้รับ 12 การฝึกฝนที่จะคิดในระดับที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยเปิดโอกาสให้เรามองเห็นเป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น และกระตุ้นให้เราพัฒนาแผนงานที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น Schwartz เน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการไม่ประเมินความสามารถของตนเองต่ำเกินไป และให้พยายามเอาชนะสิ่งที่เขาเรียกว่า “อาชญากรรมแห่งการดูถูกตัวเอง” 12 การใช้ “คำศัพท์ของนักคิดใหญ่” ด้วยการเลือกใช้คำที่ยิ่งใหญ่ สดใส และร่าเริงในการสื่อสาร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของเรา 12 นอกจากนี้ การขยายวิสัยทัศน์ให้กว้างไกล มองไปในสิ่งที่เป็นไปได้ แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงแค่สิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ก็จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน 12

การมองงานที่ทำในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น แทนที่จะจดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของงานที่เราทำและเห็นคุณค่าของมันมากขึ้น 12 การฝึกคิดถึงเรื่องที่สำคัญและมีคุณค่า แทนที่จะปล่อยให้จิตใจจมอยู่กับเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องไร้สาระ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการพัฒนาความคิดให้ใหญ่ขึ้น 12 ท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตให้ใหญ่ขึ้นในทุกด้านของชีวิตนั้นเริ่มต้นจากการคิดให้ใหญ่ 12 การคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เรามองเห็นความท้าทายเป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต และยังช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์แนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1 เมื่อเราเชื่อมั่นว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ จิตใจของเราจะทำงานอย่างแข็งขันเพื่อค้นหาวิธีการต่างๆ ในการทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง

บทเรียนที่ 5: วิธีคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์ (How to Think and Dream Creatively)

การคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ และค้นพบวิธีการที่แตกต่างในการแก้ปัญหา Schwartz เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมั่นว่าสิ่งต่างๆ นั้นสามารถทำได้ 12 เมื่อเราเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ จิตใจของเราจะเปิดกว้างและพร้อมที่จะค้นหาวิธีการต่างๆ เพื่อทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม การปล่อยให้ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือความคิดแบบเดิมๆ มาจำกัดความคิดของเรา จะเป็นการปิดกั้นโอกาสในการค้นพบสิ่งใหม่ๆ 12

การตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันว่า “ฉันจะทำได้ดีกว่านี้ได้อย่างไร?” เป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีขีดจำกัดสำหรับการพัฒนาตัวเอง 12 การถามตัวเองว่า “ฉันจะทำได้มากกว่านี้ได้อย่างไร?” ก็สำคัญเช่นกัน เพราะขีดความสามารถนั้นส่วนใหญ่อยู่ที่สภาวะของจิตใจ หากเราเชื่อว่าเราสามารถทำได้มากขึ้น เราก็จะพบวิธีที่จะทำเช่นนั้น 12 การฝึกฝนทักษะการถามคำถามที่ดีและการตั้งใจฟังคำตอบ ก็เป็นส่วนสำคัญของการคิดอย่างสร้างสรรค์ 12 สุดท้ายนี้ การพยายามขยายขอบเขตความคิดของตนเองอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถคิดนอกกรอบและมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ได้ 12

ความเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้ จะเปิดทางให้จิตใจของเราค้นหาวิธีการทำให้มันเกิดขึ้น 12 เมื่อเราปักใจเชื่อว่าเป้าหมายนั้นสามารถบรรลุได้ จิตใจของเราจะทำงานอย่างสร้างสรรค์เพื่อหาแนวทางและวิธีการต่างๆ ในการทำให้มันเป็นจริง การตั้งคำถามที่ท้าทายตัวเอง เช่น “ฉันจะทำได้ดีกว่านี้ได้อย่างไร?” จะกระตุ้นให้เกิดการคิดหาทางลัดและวิธีการที่ชาญฉลาดในการทำงาน 12 การตั้งคำถามเช่นนี้จะช่วยให้เราไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ และมองหาวิธีการพัฒนาและปรับปรุงงานของเราอยู่เสมอ

บทเรียนที่ 6: คุณคือสิ่งที่คุณคิด (You Are What You Think You Are)

ความคิดของเรามีอิทธิพลอย่างมากต่อการกระทำและผลลัพธ์ที่เราได้รับในชีวิต 12 Schwartz ชี้ให้เห็นว่าการทำตัวให้ดูดีและมีความสำคัญนั้นสามารถช่วยให้เราคิดว่าตัวเองมีความสำคัญได้ 12 รูปลักษณ์ภายนอกของเราสามารถส่งผลต่อความรู้สึกและระดับความมั่นใจของเราได้ การคิดว่างานที่เราทำนั้นมีความสำคัญ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการยกระดับความคิดของเรา เมื่อเราเชื่อว่างานของเรามีความสำคัญ จิตใจของเราจะเริ่มส่งสัญญาณและแนวทางในการทำงานให้ดีขึ้น 12 ท้ายที่สุดแล้ว การยกระดับความคิดของเราจะนำไปสู่การยกระดับการกระทำของเรา และผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น 12

การ “คิด” เหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการตัดสินใจของเราให้สอดคล้องกับแนวทางของพวกเขา 12 การศึกษาและสังเกตวิธีคิดและการกระทำของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้เราเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ นอกจากนี้ การให้กำลังใจตัวเองเป็นประจำก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง 12 การสร้าง “โฆษณาชวนเชื่อ” สำหรับตัวเอง โดยการพูดถึงจุดแข็งและความสามารถของตนเองซ้ำๆ จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีและเพิ่มความมั่นใจในระยะยาว

บทเรียนที่ 7: จงจัดการสภาพแวดล้อมของคุณ: เลือกสิ่งที่ดีที่สุด (Manage Your Environment: Go First Class)

สภาพแวดล้อมและผู้คนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดและทัศนคติของเรา 3 Schwartz เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใส่ใจกับสภาพแวดล้อมรอบตัว และพยายามทำให้สภาพแวดล้อมนั้นส่งเสริมเรา แทนที่จะเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของเรา 12 การหลีกเลี่ยงการปล่อยให้คนที่มีความคิดเล็กๆ หรือทัศนคติเชิงลบมาฉุดรั้งเราไว้เป็นสิ่งสำคัญ 12 ในทางตรงกันข้าม การขอคำแนะนำจากคนที่ประสบความสำเร็จและมีมุมมองเชิงบวก จะช่วยให้เราได้รับแรงบันดาลใจและแนวทางที่มีประโยชน์ 12

การได้รับ “แสงแดดทางจิตวิทยา” อย่างเพียงพอ หมายถึงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้คนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนเรา 12 ในขณะเดียวกัน เราก็ควรพยายามกำจัด “ยาพิษทางความคิด” ซึ่งหมายถึงความคิดเชิงลบและอิทธิพลที่ไม่ดีออกจากสภาพแวดล้อมของเรา 12 การเลือกที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับตัวเรา ไม่ได้หมายถึงแค่สภาพแวดล้อมทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมและจิตใจด้วย การอยู่ใกล้ชิดกับคนที่คิดบวกและมีแรงบันดาลใจ จะช่วยส่งเสริมให้เรามีทัศนคติที่ดีและมีความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมาย ในทางตรงกันข้าม การอยู่กับคนที่คิดลบและชอบบ่น จะทำให้เราท้อแท้และหมดกำลังใจ การเลือกคบเพื่อนและคนรู้จักที่สนับสนุนและให้กำลังใจ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานและที่อยู่อาศัยให้เอื้อต่อการคิดบวกและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของเรา

ความคิดเห็นและข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหนังสือ

“The Magic of Thinking Big” ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนังสือแนวพัฒนาตนเองคลาสสิกที่มีอิทธิพลอย่างมากและมียอดขายสูง 1 หลายคนชื่นชมในความ practical และคำแนะนำที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน 1 ผู้รีวิวบางคนมองว่าแนวคิดในหนังสืออาจไม่ได้มีความแปลกใหม่หรือ “ปฏิวัติวงการ” แต่เป็นการเตือนใจถึงหลักการพื้นฐานที่สำคัญและเหนือกาลเวลา 3

อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์บางประเด็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ตัวอย่างเช่น ผู้รีวิวบางคนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทัศนคติของผู้เขียนในบางเรื่อง เช่น มุมมองที่มีต่อผู้หญิง ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมในยุคที่หนังสือถูกเขียนขึ้น 23 นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการยกตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมในบางครั้ง เช่น การอ้างถึงฮิตเลอร์ในบทสุดท้ายของหนังสือ 23 แม้จะมีข้อวิจารณ์เหล่านี้อยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้ว “The Magic of Thinking Big” ยังคงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะที่เป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับการพัฒนาตนเองและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต 1 ข้อวิจารณ์บางประเด็น เช่น มุมมองเรื่องเพศ อาจเป็นสิ่งที่ผู้อ่านในยุคปัจจุบันควรพิจารณาด้วยวิจารณญาณและนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของตนเอง

เกี่ยวกับผู้เขียน David J. Schwartz

David Joseph Schwartz PhD (23 มีนาคม 1927 – 6 ธันวาคม 1987) เป็นนักเขียนและโค้ชด้านแรงบันดาลใจชาวอเมริกัน 6 เขาเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในฐานะผู้เขียนหนังสือ “The Magic of Thinking Big” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1959 6 Schwartz ได้รับปริญญา BS จาก University of Nebraska ในปี 1948 และต่อมาได้รับปริญญา MA และ PhD จาก Ohio State University ในปี 1953 6

ตลอดอาชีพของเขา Schwartz เป็นศาสตราจารย์ที่ Georgia State University 6 และยังได้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาภาวะผู้นำของตนเองชื่อ Creative Educational Services Inc. 6 หนังสือ “The Magic of Thinking Big” ประสบความสำเร็จอย่างมากและกลายเป็นหนึ่งในหนังสือขายดีตลอดกาลของสำนักพิมพ์ Simon & Schuster โดยมียอดขายมากกว่า 6 ล้านเล่ม 6 ภูมิหลังทางด้านการศึกษาที่แข็งแกร่งและประสบการณ์ในการเป็นศาสตราจารย์และที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำ ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหาและหลักการที่นำเสนอในหนังสือ 6 ความสำเร็จอย่างยาวนานของหนังสือและการที่บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนกล่าวถึงอิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ 11 แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและผลกระทบที่แท้จริงของแนวคิด “การคิดใหญ่” ที่ Schwartz ได้นำเสนอ

บทสรุป

“The Magic of Thinking Big” โดย David J. Schwartz นำเสนอ 7 บทเรียนสำคัญที่เน้นย้ำถึงพลังของการคิดใหญ่ ความเชื่อมั่นในตนเอง และการลงมือทำในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 แม้ว่าหนังสือจะถูกเขียนขึ้นในอดีต แต่หลักการสำคัญที่นำเสนอยังคงมีความร่วมสมัยและสามารถนำมาปรับใช้ได้กับความท้าทายต่างๆ ในปัจจุบัน 3 หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนคู่มือการใช้งานชีวิตที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีคิดและลงมือทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4 โดยสรุป 7 บทเรียนสำคัญได้ดังนี้:

ลำดับที่ ชื่อบทเรียน แนวคิดหลัก ตัวอย่าง/แนวทางการนำไปใช้จริง
1 จงเชื่อมั่นว่าคุณทำได้ และคุณจะทำได้ ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและเชื่อมั่นว่าคุณสามารถบรรลุได้
2 จงรักษาตัวเองจากโรค “ขี้แก้ตัว” การหาข้ออ้างขัดขวางการพัฒนาตนเอง หยุดหาข้ออ้างและเริ่มรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
3 จงสร้างความมั่นใจและทำลายความกลัว การลงมือทำช่วยเอาชนะความกลัว ระบุความกลัวและวางแผนที่จะลงมือทำเพื่อจัดการกับมัน
4 วิธีคิดให้ใหญ่ ขนาดของความคิดกำหนดขนาดของความสำเร็จ ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและเชื่อมั่นว่าคุณสามารถบรรลุได้
5 วิธีคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์ ความเชื่อมั่นเปิดทางให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ฝึกตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
6 คุณคือสิ่งที่คุณคิด ความคิดส่งผลต่อการกระทำและผลลัพธ์ ดูแลรูปลักษณ์ภายนอกให้ดีและให้ความสำคัญกับงานที่ทำ
7 จงจัดการสภาพแวดล้อมของคุณ: เลือกสิ่งที่ดีที่สุด สภาพแวดล้อมและผู้คนรอบข้างมีอิทธิพลต่อความสำเร็จ เลือกคบเพื่อนและคนรู้จักที่สนับสนุนและให้กำลังใจ

โดยรวมแล้ว “The Magic of Thinking Big” เป็นหนังสือที่มีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองและประสบความสำเร็จในชีวิต หากผู้อ่านนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสที่จะปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของตนเองและบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เคยคาดคิดไว้