สรุปเนื้อหาหนังสือ “ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21” (Capital in the Twenty-First Century)

สมการแห่งความเหลื่อมล้ำ ปี 2013 นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Thomas Piketty ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงวิชาการและการเมืองทั่วโลก ด้วยหนังสือ “Capital in the Twenty-First Century” ที่นำเสนอสมการทรงพลังอธิบายความเหลื่อมล้ำในระบบทุนนิยมยุคใหม่:

0
191

ทุนและความเหลื่อมล้ำ: ประวัติศาสตร์และแนวทางแก้ไข

ไทม์ไลน์โดยละเอียดของเหตุการณ์หลักๆ และรายชื่อตัวละครหลักที่กล่าวถึง พร้อมประวัติโดยย่อ:

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

  • ช่วงต้นประวัติศาสตร์ (ก่อนศตวรรษที่ 17):
  • ทุนของประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ดิน
  • ประเทศต่างๆ ทำสงครามเพื่อยึดพื้นที่ (เทียบได้กับบริษัทที่เพิ่มสินทรัพย์)
  • กษัตริย์มีฝ่ายบัญชีเพื่อบันทึกทรัพย์สิน
  • ศตวรรษที่ 17:
  • คนอังกฤษหรือฝรั่งเศสหนึ่งคนมีทรัพย์สินเทียบเท่าประมาณ 6 ปีของรายได้ (ประมาณ 180,000 ยูโรต่อปี เทียบกับรายได้เฉลี่ย 30,000 ยูโรต่อปี)
  • ทรัพย์สินประกอบด้วยที่ดินเกษตร (ประมาณ 120,000 ยูโร), ที่ดินและบ้าน (ประมาณ 30,000 ยูโร), และสินทรัพย์ภายในประเทศอื่นๆ (ประมาณ 30,000 ยูโร)
  • ความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินสูงมากในฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส มีเพียง 2 ชนชั้นหลักคือชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง
  • French Revolution (ช่วงหลังศตวรรที่ 17 หรือต้นศตวรรษที่ 18 – หลังสงคราม Napoleon):
  • การเปลี่ยนแปลงการปกครองในฝรั่งเศสเกิดขึ้นหลังสงครามภายในต่างๆ รวมถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน
  • การเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินลง
  • ยุค Belle Époque (ประมาณปี 1870 – 1914):
  • ช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งสันติภาพ นวัตกรรม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (เปรียบได้กับ Modern Renaissance)
  • ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • ในสหรัฐอเมริกา คนที่มีรายได้มากที่สุด 10% มีรายได้รวมกันถึง 40% ของรายได้ทั้งหมดในประเทศ (ปี 1910)
  • ในฝรั่งเศส คนที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 10% ถือครองทรัพย์สิน 90% และคนที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 1% ถือครองทรัพย์สิน 60% (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1)
  • ชนชั้นล่าง 90% ถือครองทรัพย์สินเพียง 10%
  • เศรษฐีในยุโรป (ยุค Belle Époque) ส่วนใหญ่ (90%) เป็นผู้ให้เช่า (rentiers) ที่มีรายได้จากทุน (ค่าเช่าที่ดิน, ดอกเบี้ยเงินกู้) ไม่ต้องทำงาน
  • ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 (1914 – 1945):
  • ยุค “interval years” หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
  • ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 50% ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็ว (จากรายได้ของ Top 10%)
  • ค่า R (ผลตอบแทนจากทุน) ลดลงอย่างมาก ต่ำกว่าค่า G (อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ) เป็นช่วงเวลาเดียวในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ R < G
  • ทุน (ที่ดิน, อาคาร) ได้รับความเสียหายจากการสงคราม
  • ตั๋วเงินกู้ของรัฐบาลกลายเป็นไร้ค่าจากอัตราเงินเฟ้อสูง
  • มีการเก็บภาษีสูงขึ้น (โดยเฉพาะกับคนรวย) เพื่อใช้ในสงคราม
  • สินทรัพย์ที่ลงทุนในต่างประเทศสูญหาย
  • บางส่วนของหุ้นในบริษัทถูกโอนเป็นของรัฐบาล (privatize)
  • เจ้าของทุนใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำให้ต้องใช้ทุนส่วนตัว (eat into capital)
  • รายได้ของเศรษฐีชาวฝรั่งเศสลดลงอย่างมาก จาก 80-100 เท่าของรายได้เฉลี่ยก่อนสงคราม เหลือ 30-40 เท่าช่วงสงคราม และเหลือ 20 เท่าในปี 1930
  • ความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินลดลงอย่างมาก ท็อป 10% ลดการถือครองจาก 90% เหลือ 60% และท็อป 1% ลดเหลือ 30% (ในฝรั่งเศสหลังสงคราม)
  • สหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 น้อยกว่ายุโรป ทำให้ความเหลื่อมล้ำไม่ลดลงมากเท่า
  • หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งยุโรปและอเมริกามีความเท่าเทียมกันมากขึ้นชั่วคราว
  • กลางศตวรรษที่ 20 (ประมาณปี 1950s – 1970s):
  • นักเศรษฐศาสตร์ Simon Kuznets เสนอว่าทุนนิยมจะสร้างความเหลื่อมล้ำในตอนแรก แต่จะลดลงเองตามความก้าวหน้าและการพัฒนา (ได้รับรางวัลโนเบลปี 1971)
  • สังคมดูเหมือนจะมีความเท่าเทียมมากขึ้น
  • อัตราส่วนทุนต่อรายได้ประเทศลดลงเหลือ 2-3 เท่าในประเทศพัฒนาแล้ว
  • หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วง Interwar Year (โดยเฉพาะยุค Baby Boomers เกิดปี 1940-1950):
  • ยุคที่ไม่มีมรดกก้อนโต ระบบเจ้าขุนมูลนายลดความสำคัญลง
  • เงินเป็นสิ่งที่ต้องหาและออมด้วยตัวเอง
  • เศรษฐกิจเอื้อให้คนที่ไม่มีอะไรสามารถประสบความสำเร็จได้ง่ายด้วยความสามารถและความขยัน
  • เศรษฐีทุน Top 1% มีรายได้ลดลงเหลือเพียง 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยของคนครึ่งล่าง
  • Professional แถวหน้า 1% มีรายได้เท่าเดิมที่ 10 เท่า
  • การทำงานสร้างตัวมีโอกาสสำเร็จมากกว่ารับมรดก
  • ตั้งแต่ยุค 1970s เป็นต้นมา:
  • ความเหลื่อมล้ำทางรายได้เริ่มแย่ลงอีกครั้ง
  • อัตราส่วนทุนต่อรายได้ประเทศเพิ่มขึ้นเกือบถึงระดับปี 1910 (5-6 เท่า) และดูเหมือนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • ค่า R กลับมาสูงกว่าค่า G อีกครั้ง และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ (R ประมาณ 4-5%, G ประมาณ 1-1.5% และคาดว่าจะต่ำกว่า 1% ในอนาคต)
  • ความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินเริ่มตีกลับขึ้นมา แม้ยังไม่เท่าช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ในสหรัฐอเมริกา ความเหลื่อมล้ำทางรายได้กลับมาสูงเท่ากับยุคก่อนสงคราม (รายได้ Top 10% กลับมาประมาณ 40%)
  • ตั้งแต่ปี 1980 กลุ่มคนที่รวยขึ้นจริงในสหรัฐอเมริกาคือ Top 1% รายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว (จาก 9-10 เท่าเป็น 20 เท่า)
  • Top 0.1% ในสหรัฐอเมริกามีรายได้ 70 เท่าของรายได้เฉลี่ย (ปี 2010)
  • ความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงกว่าในประเทศกลุ่ม “โลซก” (ที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ) เทียบกับประเทศผิวขาวที่พูดภาษาอื่น (ฝรั่งเศส เยอรมัน สวีเดน) หรือประเทศในเอเชีย (ญี่ปุ่น)
  • การเพิ่มขึ้นอย่างสุดโต่งของรายได้ระดับผู้บริหาร (Super managers) โดยเฉพาะในภาคการเงิน (เพิ่มขึ้นมากกว่า 1000% ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปลายยุค 1970s) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันความเหลื่อมล้ำ
  • Super managers (Professional ที่ทำงานกินเงินเดือนสูง) กลายเป็นกลุ่มคนรวยหลักในปัจจุบัน (70% ของกลุ่ม Top 0.1% ในงานเลี้ยง)
  • มรดกเริ่มกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง (50-50 ระหว่างเงินเก่าและเงินใหม่)
  • คาดการณ์ว่าอิทธิพลของมรดกจะกลับมาเทียบเท่ากับยุค Belle Époque (ทรัพย์สินเอกชน 80-90% มาจากมรดก) ในอนาคตอันใกล้ (ปี 2030)
  • คนธรรมดาที่ไม่มีมรดกอาจต้องใช้จ่ายค่าแรงทั้งชีวิตจนหมดไม่เหลือเงินเก็บ
  • Human Capital Migration (แรงงานย้ายจากประเทศรายได้ต่ำไปสูง) ช่วยยกระดับรายได้ของคนที่มีรายได้ต่ำ
  • อายุเฉลี่ยคนเพิ่มขึ้น (ปัจจุบันตายที่ 85) ทำให้รับมรดกช้าลง (เฉลี่ยอายุ 52) และมรดกมีแนวโน้มหดลงในช่วงปลายชีวิต แต่จำนวนลูกน้อยลงทำ
  • สังคมเริ่มเปลี่ยนจากคนรวยจากมรดกกระจุกตัวเป็นคนรวยนิดหน่อยแต่หลายคน (petit rentiers)
  • เหตุการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ:
  • Great Depression (1929): วิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลงชั่วคราว (รายได้ Top 10% ลดลง) เป็น deflationary spiral และวิกฤตเครดิต
  • Dot-com Bubble Burst (2000): วิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้รายได้ของ Top 10% ย่อลงชั่วคราว
  • Subprime Mortgage Crisis (2008): วิกฤตเศรษฐกิจ (เรียกว่า Great Recession) ทำให้รายได้ของ Top 10% ย่อลงชั่วคราว (น้อยกว่า Great Depression มาก การผลิตตก 5% ว่างงาน 10% เทียบกับ 25% และ 25%)
  • การเปลี่ยนแปลงของระบบภาษี:
  • ก่อนสงครามโลก: อัตราการเก็บภาษีประมาณ 10% ของ National Income เพียงพอสำหรับ basic government functions (ตำรวจ, ศาล, ทหาร, การต่างประเทศ, แอดมิน)
  • สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2, Great Depression: มี Progressive Income Tax (ภาษีรายได้แบบก้าวหน้า) โดยเก็บสูงมาก (70-90% หรือแม้แต่ 90-94%) กับผู้มีรายได้สูงมาก เพื่อหาเงินทำสงครามและควบคุมความเหลื่อมล้ำ
  • ตั้งแต่ปี 1990: อัตราการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศพัฒนาแล้ว (สวีเดน 55%, ฝรั่งเศส 50%, UK 40%, สหรัฐอเมริกา 30%) โดยรายได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ด้านการศึกษา สาธารณสุข กองทุนทดแทน และ transfer payment
  • ยุค 1980 เป็นต้นมา: ภาษีรายได้ในสหรัฐอเมริกาลดลงต่ำกว่ายุโรป ทำให้ Super managers สามารถขึ้นค่าแรงตัวเองได้ง่ายขึ้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่ความเหลื่อมล้ำทางค่าแรงสูงกว่าในสหรัฐอเมริกา
  • ปัจจุบัน: Progressive Income Tax กลายเป็น regressive ในกลุ่มคนรวยมาก เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากทุน ไม่ใช่ค่าแรง ทำให้ effective tax rate ของ Ultra Rich ต่ำมาก
  • การเสนอแนวทางการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ:
  • สงคราม: เป็นสิ่งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำลงอย่างมีนัยสำคัญ (ผ่านการทำลายทุน, เงินเฟ้อ, ภาษีสูง)
  • การศึกษาและการฝึกฝนวิชาชีพ: ช่วยเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในระยะยาว
  • Capital Tax (ภาษีบนทุน): เสนอว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในการจัดการความเหลื่อมล้ำ โดยต้องเก็บแบบก้าวหน้า (Progressive Capital Tax) และต้องทำพร้อมกันทั่วโลกเพื่อป้องกันการย้ายทุน
  • สูตรแบบยูโทเปีย: ทรัพย์สิน < 1 ล้าน USD ไม่เก็บ, 1-5 ล้าน USD เก็บ 1%, > 5 ล้าน USD เก็บ 2%
  • สร้างรายได้ให้รัฐบาลประมาณ 2% ของ GDP (ในยุโรป)
  • ต้องอาศัย Financial Transparency ทั่วโลกและการร่วมมือระหว่างประเทศ
  • สามารถใช้ล้างหนี้สาธารณะได้
  • Capital Income Tax (ภาษีบนผลตอบแทนทุน): เคยมีการขึ้นภาษีนี้ในอเมริกาและ UK ช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 สูงถึง 90-94% สำหรับกลุ่ม Top 1%
  • ภาษีมรดก: เสนอให้เก็บเพียงครั้งเดียว (100% ในอุดมคติของประชาธิปไตยสุดโต่ง)
  • บทบาทของธนาคารกลาง:
  • หลังสงครามโลกครั้งที่ 1: หลายประเทศทิ้ง Gold Standard ทำให้อำนาจของธนาคารกลางไม่จำกัด
  • Great Depression: ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของธนาคารกลางในการเป็น Lender of Last Resort ปล่อยกู้เพื่อสร้างสภาพคล่อง ป้องกัน Financial Collapse หรือ Deflation
  • Subprime Crisis (2008): แสดงให้เห็นว่าการมีธนาคารกลางช่วยลดความรุนแรงของวิกฤตได้
  • ปัจจุบัน: ธนาคารกลางและเงินทุนสำรองเป็นสิ่งจำเป็นต่อทุนนิยม แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จัดการความเหลื่อมล้ำโดยตรง

รายชื่อตัวละครหลัก

  • Thomas Piketty (โทมา ปิเก็ตติ):
  • นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส
  • สอนอยู่ที่ Paris School of Economics (ตามข้อมูลจากแหล่งที่ 1) / London School of Economics (ตามข้อมูลจากแหล่งที่ 2)
  • ผู้เขียนหนังสือ “Capital in the Twenty-First Century” (ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักของการสรุปนี้
  • Simon Kuznets (ไซม่อน กู๊ดเน็ตส์):
  • นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน
  • ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1971
  • เสนอแนวคิดว่าทุนนิยมจะสร้างความเหลื่อมล้ำในตอนแรก แต่จะลดลงเองตามความก้าวหน้าและการพัฒนา
  • Jane Austen (เจน ออสเตน):
  • นักเขียนชาวอังกฤษ (ในอดีต)
  • ผู้เขียนนวนิยายเช่น Pride and Prejudice
  • งานเขียนของเธอสะท้อนสังคมชนชั้นสูงในศตวรรษที่ 18-19 ที่ตัวละครหลักส่วนใหญ่เป็นผู้มีทรัพย์สิน (landlords, goverment bond holders) และไม่จำเป็นต้องทำงาน
  • Karl Marx (คาร์ล มาร์กซ์):
  • นักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน
  • แนวคิดของเขาก่อให้เกิดแนวคิดคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะลบสมการ R > G ทิ้งไป โดยการไม่ให้ใครเป็นเจ้าของทุน ทำให้ R เป็น 0
  • Elon Musk (อีลอน มัสก์):
  • ผู้ประกอบการและนักลงทุน
  • ยกตัวอย่างประกอบในการอธิบายผลตอบแทนจากทุนขนาดใหญ่ (มีทรัพย์สินประมาณ 240,000 ล้านดอลลาร์ ได้ผลตอบแทนจากทุนประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี)
  • Bill Gates (บิล เกตส์):
  • ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft
  • ยกตัวอย่างประกอบในการอธิบายการเติบโตของทรัพย์สินขนาดใหญ่ (ทรัพย์สินเพิ่มจาก 4 พันล้านเป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 1990-2010) แม้จะเกษียณจากการทำงานแล้วก็ตาม
  • Liliane Bettencourt (ลิลียาน เบ็ตตองกูร์):
  • ทายาทของ L’Oréal
  • ยกตัวอย่างประกอบในการอธิบายการเติบโตของทรัพย์สินขนาดใหญ่ที่ได้รับมรดกมา (ทรัพย์สินเพิ่มจาก 2 พันล้านเป็น 25 พันล้านดอลลาร์) โดยที่เธอไม่เคยทำงาน
  • เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา:
  • เจ้าของธุรกิจชาวไทย (จากข้อมูลแหล่งที่ 1 คาดว่าเป็น Teiam Chokwatana ผู้ก่อตั้ง Sahaphat Group)
  • ยกตัวอย่างประกอบแนวคิดการรวมทุนขนาดเล็กของพี่น้องมาทำธุรกิจเพื่อให้เติบโตได้
  • Rockefeller (ร็อกกี้เฟลเลอร์):
  • ตระกูลนักธุรกิจและผู้ใจบุญชาวอเมริกัน
  • ยกตัวอย่างประกอบการเกิดมหาเศรษฐีในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้คนอเมริกันกังวลว่าจะกลับไปเป็นเหมือนยุโรปเก่าที่มีความเหลื่อมล้ำสูง