Latest Posts

100 ปีเศรษฐกิจไทย: จากเกษตรกรรม สู่ “ต้มยำกุ้ง” และอนาคตที่ท้าทายบน “โลกสองใบ”

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

ยุคโบราณ – อยุธยาตอนต้น (ก่อน 200 ปีที่แล้ว)

  • เน้นการค้าขายและการเกษตรเป็นหลัก: เศรษฐกิจไทยในยุคเก่าไม่ซับซ้อน เน้นการค้าขายภายในภูมิภาคและกับจีน รวมถึงการผลิตเพื่อยังชีพ
  • ระบบเศรษฐกิจผูกขาดโดยรัฐ (อยุธยา): การค้าขายเริ่มมีการผูกขาดโดยรัฐ โดยเฉพาะการค้ากับจีน และเป็นแหล่งส่งออกของป่า
  • การจัดระเบียบเศรษฐกิจ (จตุสดมภ์): มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 4 กรม (เวียง วัง คลัง นา) โดย “คลัง” เป็นหน่วยงานสำคัญที่ดูแลเศรษฐกิจ
  • กรมพระคลังสินค้า: ดูแลรายรับรายจ่ายของกรมอื่นๆ การเก็บทรัพย์สิน (ส่วนใหญ่เป็นสิ่งของ ไม่ใช่เงิน) และการตัดสินคดีความเกี่ยวกับพระราชทรัพย์หลวง
  • กรมท่า: ดูแลเรื่องการค้าขายและการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ (กรมท่าซ้ายดูแลทางจีน, กรมท่าขวาดูแลทางเปอร์เซีย/ยุโรป)
  • หน้าที่ของคลังที่ซับซ้อน: หน้าที่ของคลังรวมถึงการดูแลหัวเมือง การศาล และการสงครามในบางช่วงเวลา ทำให้เกิดความซับซ้อน

ยุคธนบุรี – รัตนโกสินทร์ตอนต้น (ช่วงที่ 1)

  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังกรุงแตก (ธนบุรี): สมเด็จพระเจ้าตากสินมุ่งเน้นการค้าขายกับจีนอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูบ้านเมือง
  • ปฏิรูปการคลัง (รัตนโกสินทร์ตอนต้น): มีการจัดระเบียบการคลัง นำหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป แต่ยังดูแลทรัพย์สินที่ไม่ใช่เงิน (เช่น หนังสือ ตำรา)
  • กำหนดการค้าบางประเภทกับรัฐ (รัชกาลที่ 1): มีการกำหนดให้สินค้าบางอย่าง (ของป่าหายาก, อาวุธ) ต้องค้าขายกับรัฐเท่านั้น
  • เศรษฐกิจรุ่งเรือง (รัชกาลที่ 2): บ้านเมืองมั่นคงขึ้น สงครามน้อยลง การค้าขายเฟื่องฟู
  • เงินถุงแดง (รัชกาลที่ 3): พระองค์เจ้าลูกยาเธอ (ร.3) เชี่ยวชาญการค้าขาย เก็บเงินส่วนพระองค์ไว้ใน “เงินถุงแดง” ซึ่งจะมีความสำคัญในอนาคต

ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง (การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่)

  • สนธิสัญญาเบอร์นี (รัชกาลที่ 3): สยามทำสนธิสัญญากับตะวันตกฉบับแรก ยังคงได้เปรียบเรื่องภาษีปากเรือ
  • สนธิสัญญาเบาริง (รัชกาลที่ 4): จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย บังคับให้เปลี่ยนระบบจัดเก็บภาษีเป็นแบบเปอร์เซ็นต์ (ร้อยชักสาม) และยกเลิกระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ หันมาผลิตเพื่อขายมากขึ้น
  • การก่อตั้งสุลกสถาน (ศุลกากร): เกิดระบบศุลกากรแบบใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรก
  • ความสำคัญของเงินตรา: การผลิตเหรียญเงิน (โรงกษาปณ์) และการตั้งธนาคารแห่งแรกของไทยโดยต่างชาติเกิดขึ้น (แต่ยังไม่ใช่ของไทย)
  • การปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่ (รัชกาลที่ 5):พ.ศ. 2416 (ค.ศ. 1873): ตั้ง “หอรัษฎากรพิพัฒน์” ในพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ทำงานของเจ้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติ มีการกำหนดพนักงานบัญชีกลาง และเริ่มจ่ายเงินเดือน
  • พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875): กรมพระคลังมหาสมบัติเปลี่ยนฐานะเป็น “กระทรวง” (Minister of Finance) ซึ่งเป็นรากฐานของกระทรวงการคลังในปัจจุบัน
  • พ.ศ. 2433 (ค.ศ. 1890): มีพระราชบัญญัติกำหนดให้มี “กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” อย่างเป็นทางการ มีการแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินของรัฐออกจากกัน
  • พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892): มีการประกาศแต่งตั้งกระทรวงแบบใหม่ แบ่งหน้าที่บริหารแผ่นดินเป็น 12 กระทรวง โดยกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเป็นหนึ่งในนั้น
  • การจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรก (พ.ศ. 2439): จ้างชาวต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษา จัดทำงบประมาณแผ่นดิน วางระบบภาษี แนะนำการใช้ธนบัตร
  • การกู้เงินครั้งแรกและการขาดดุลการค้าครั้งแรก: สยามกู้เงินเพื่อสร้างทางรถไฟ นับเป็นครั้งแรกที่มีหนี้สาธารณะและขาดดุลการค้า
  • การก่อตั้งธนาคารของไทย (พ.ศ. 2437): รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปเพื่อดูงานธนาคาร ก่อนกลับมาเปิด “บุ๊กคลับ” ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น “ธนาคารสยามกัมมาจล” (ธนาคารไทยพาณิชย์) และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้ดูแลกำกับธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่นั้นมา

ยุคปฏิรูปและวิกฤต (รัชกาลที่ 6 – พ.ศ. 2540)

  • สนับสนุนอุตสาหกรรมและการเกษตร (รัชกาลที่ 6): สนับสนุนบริษัทปูนซีเมนต์ โรงไฟฟ้า และการปลูกข้าวเพื่อส่งออก
  • ก่อตั้งกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์: เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารราคาและสิ่งที่ตลาดต้องการ (ปัจจุบันคือ สนง.สถิติแห่งชาติ, กรมส่งเสริมสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์)
  • ความท้าทายทางเศรษฐกิจ (รัชกาลที่ 6): หนี้สาธารณะต่อเนื่อง ภัยแล้ง สลับน้ำท่วม สงครามโลกครั้งที่ 1
  • The Great Depression (รัชกาลที่ 7): เศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ กระทบสยามอย่างหนัก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  • เปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475): นายกฯ คนแรก (พระยามโนปกรณ์นิติธาดา) ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
  • เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2476): กระทรวงพระคลังมหาสมบัติเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงการคลัง”
  • ข้อเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2476): ปรีดี พนมยงค์ เสนอ “สมุดปกเหลือง” เน้นบทบาทรัฐในการวางแผนเศรษฐกิจ โอนทุน-โรงงานเป็นของรัฐ แต่ถูกพับไป
  • การแก้ปัญหารัฐบาล: หาอาชีพสงวน, ก่อตั้งรัฐวิสาหกิจผูกขาดกิจการบางอย่าง (สีข้าว, นำเข้า, ขนส่ง)
  • ยกเลิกสนธิสัญญาเบาริง: ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเต็มตัว
  • วางรากฐานรัฐวิสาหกิจ: กระทรวงการคลังมีรัฐวิสาหกิจในสังกัด 10 แห่ง เช่น ธนาคารรัฐ โรงงานสุรา
  • ก่อตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (พ.ศ. 2504): เพื่อให้คำแนะนำทางวิชาการแก่นายกฯ ในการวางนโยบายการคลังและเศรษฐกิจ
  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504): เน้นการผลิต การลงทุนจากต่างชาติ
  • ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2505): เริ่มมีการซื้อขายหุ้น
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศอุตสาหกรรม: ไทยเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรมมากขึ้น แม้เจอวิกฤตเศรษฐกิจบ้าง
  • วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (ต้มยำกุ้ง): เป็น “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของไทย” เงินบาทแข็งค่าเกินพื้นฐาน นักลงทุนต่างชาติเรียกคืนเงินกู้ เกิดแรงกดดันต่อเงินบาท ทางการใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศรักษาเสถียรภาพ ก่อนประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวแบบมีการจัดการในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540. สาเหตุหลักมาจากภาคเอกชนมุ่งกำไรระยะสั้น ขยายกิจการนอกธุรกิจหลัก การขาดธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน การให้สินเชื่อแบบขาดความรอบคอบ (เศรษฐกิจฟองสบู่) และทางการขาดข้อมูลเพียงพอ/กฎระเบียบที่ล่าช้า.
  • การกู้เงินจาก IMF: ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังกู้เงินจาก IMF และมิตรประเทศ 14.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เบิกใช้จริง 12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) พร้อมเงื่อนไขเข้มงวด เช่น งบประมาณเกินดุล, ขึ้น VAT เป็น 10%, คงดอกเบี้ยสูงชั่วคราว
  • การแก้ไขปัญหาเชิงระบบหลังวิกฤต 2540:Bail-in: สั่งลดทุนก่อนเพิ่มทุนเพื่อให้ผู้ถือหุ้นรับความเสียหายก่อน
  • Blanket Guarantee: ปิดสถาบันการเงินที่มีปัญหา โดยทางการรับประกันเงินต้นและเงินฝาก
  • การจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.): ดำเนินการประมูลสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกปิด
  • การจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.): เพื่อแข่งขันกับเอกชนในการประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.
  • การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ของเอกชน: เพื่อแยกหนี้ดีหนี้เสียในระบบ ทำให้สถาบันการเงินลดหนี้เสียและปล่อยสินเชื่อต่อได้
  • หนี้ FIDF: มีการใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างสถาบันการเงิน 28% ของ GDP ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในรูปหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF)
  • เจรจากับ IMF ใหม่: ปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทย เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย, ลด VAT เหลือ 7%, เพิ่มการใช้จ่ายรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

หลังวิกฤต 2540 – ปัจจุบัน

  • การปฏิรูปโครงสร้างสถาบัน:ปรับโครงสร้าง ธปท. (พ.ศ. 2542): เป็น “ธปท. ยุคใหม่” ปรับปรุงองค์กร ระบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร มุ่งเน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเป็นอิสระจากการเมือง (ภายใต้ พ.ร.บ. ธปท. ปี 2551)
  • การเปลี่ยนกรอบนโยบายการเงินเป็นการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (พ.ศ. 2543): ใช้ “Flexible Inflation Targeting” เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed Float)
  • ปรับปรุงการกำกับดูแลสถาบันการเงิน: เปลี่ยนจาก Compliance-based เป็น Risk-based Supervision (ครอบคลุม 5 ด้าน: สินเชื่อ, สภาพคล่อง, ตลาดการเงิน, ปฏิบัติการ, กลยุทธ์) ใช้มาตรฐานสากล เช่น Basel 2/3 และ Macroprudential Measures
  • การปฏิรูประบบสถาบันการเงินตามแผนพัฒนา: มุ่งเน้นการมีประสิทธิภาพ, เข้าถึงบริการทางการเงิน, สนับสนุนการค้าการลงทุนในภูมิภาค, และสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง
  • การจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อความมั่นคง:บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) (พ.ศ. 2542): รวบรวมข้อมูลเครดิตเพื่อช่วยสถาบันการเงินวิเคราะห์สินเชื่อ ลดหนี้เสีย
  • สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) (พ.ศ. 2551): คุ้มครองผู้ฝากเงินตามอัตราที่กำหนด ป้องกันปัญหา Moral Hazard และช่วยให้การปิดสถาบันการเงินมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ: เกิด “มาตรการริเริ่มเชียงใหม่พหุภาคี” (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในภูมิภาค
  • วิกฤตการเงินโลกปี 2551 (Global Financial Crisis): เศรษฐกิจไทยผ่านบทพิสูจน์สำคัญได้
  • มหาอุทกภัยของไทยปี 2554: เศรษฐกิจไทยผ่านบทพิสูจน์สำคัญได้
  • นโยบาย S-Curve Industries: มุ่งพัฒนา 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (อาหาร/เกษตร/ชีวภาพ, สาธารณสุข/สุขภาพ/การแพทย์, หุ่นยนต์/อุปกรณ์อัจฉริยะ, AI/สมองกลฝังตัว, อุตสาหกรรมสร้างสรรค์/วัฒนธรรม/บริการมูลค่าสูง) พร้อมมาตรการจูงใจ BOI และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • Dutch Disease จากการท่องเที่ยว: รายได้จากการท่องเที่ยวที่สูงมากทำให้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง (>10% GDP) สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
  • ปัญหาหนี้ครัวเรือนในปัจจุบัน: แม้มีมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน (คลินิกแก้หนี้, จ่ายตรง คงทรัพย์, จ่าย ปิด จบ) แต่ครัวเรือนเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีหนี้สิน
  • ความท้าทายในปัจจุบัน: สังคมสูงวัย แรงงานลดลง ประสิทธิภาพการผลิตชะลอตัว Disruptive Technology (เช่น Ransomware, Fintech) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความจำเป็นในการ Policy Coordination ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

รายชื่อตัวละครหลัก

  • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช: กษัตริย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าขายในช่วงกรุงธนบุรี ทรงนำการค้ากับจีนมาฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังกรุงศรีอยุธยาแตก
  • พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3): ทรงเชี่ยวชาญด้านการค้าขาย และทรงเป็นผู้ดูแลเรื่องพระคลังก่อนขึ้นครองราชย์ ทำให้พระคลังในยุคนั้นรุ่งเรืองมาก ทรงเก็บเงินส่วนพระองค์ไว้ใน “เงินถุงแดง”
  • พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4): ทรงลงนามในสนธิสัญญาเบาริง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากระบบยังชีพมาสู่การผลิตเพื่อขาย และนำไปสู่การปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจในเวลาต่อมา
  • พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5): ทรงปฏิรูปการคลังและการปกครองครั้งใหญ่ ทรงจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ และยกฐานะกรมพระคลังมหาสมบัติเป็นกระทรวง ทรงริเริ่มการจัดทำงบประมาณแผ่นดินและการกู้เงินเพื่อสาธารณประโยชน์ (สร้างทางรถไฟ) รวมถึงการก่อตั้งธนาคารของไทย
  • พระยามโนปกรณ์นิติธาดา: นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475) และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการคลังในยุคนั้น
  • นายปรีดี พนมยงค์: ผู้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจที่เรียกว่า “สมุดปกเหลือง” ในปี พ.ศ. 2476 ซึ่งเน้นบทบาทของรัฐในการวางแผนและบริหารจัดการเศรษฐกิจ แต่ถูกพับไป
  • ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์: ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 เพื่อเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ดร. อัจนา ไวความดี: รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้เขียนบทความที่สรุปพัฒนาการนโยบายการเงินไทยในทศวรรษหลังวิกฤต 2540
  • จิระพล มหุตติการ: ผู้วิเคราะห์อาวุโส สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมเขียนบทความกับ ดร. อัจนา ไวความดี
  • เสาวณี จันทะพงษ์: ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ด้านแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้เขียนหลักของ “20 ปีวิกฤตเศรษฐกิจ 2540”
  • นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์: เศรษฐกรอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมเขียน “20 ปีวิกฤตเศรษฐกิจ 2540”
  • อับดุลอารซีม แมเราะ: ผู้เขียนบทความ “พัฒนาการของเกษตรกรรมในสังคมไทยและแนวทางการจัดการเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรสู่การพัฒนาสังคม”
  • ประจวบ ทองศรี: ผู้ร่วมเขียนบทความกับ อับดุลอารซีม แมเราะ
  • ดร. สมชัย จิตสุชน: ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และผู้เขียนบทความเกี่ยวกับนโยบายการคลังในทศวรรษ 2540
  • ดร. บัณฑิต นิจถาวร: ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล และผู้เขียนคอลัมน์ “เขียนให้คิด” ที่วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จของเศรษฐกิจไทย

หน่วยงานและองค์กรสำคัญที่กล่าวถึง:

  • กระทรวงการคลัง (Ministry of Finance): หน่วยงานหลักที่ดูแลเศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคโบราณในฐานะ “พระคลัง” จนถึงปัจจุบัน มีบทบาทสำคัญในการวางแผน การบริหารจัดการเงิน การคลัง และกำกับดูแลสถาบันการเงิน
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand – BOT): ธนาคารกลางของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงิน การรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และกำกับดูแลสถาบันการเงิน หลังวิกฤต 2540 มีการปฏิรูปองค์กรและกรอบนโยบายการเงินครั้งใหญ่
  • IMF (International Monetary Fund): กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศไทยหลังวิกฤตปี 2540 พร้อมกำหนดเงื่อนไขในการปฏิรูปเศรษฐกิจ
  • BOI (Board of Investment): คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย มีบทบาทในการให้มาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร – National Credit Bureau: NCB): จัดตั้งในปี 2542 เพื่อรวบรวมข้อมูลเครดิต ช่วยให้สถาบันการเงินวิเคราะห์สินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency: DPA): จัดตั้งในปี 2551 เพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงิน และช่วยให้การปิดบัญชีสถาบันการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.): จัดตั้งขึ้นหลังวิกฤต 2540 เพื่อดำเนินการประมูลสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกปิด
  • บรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.): จัดตั้งขึ้นหลังวิกฤต 2540 เพื่อเข้าประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.
  • Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM): มาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในภูมิภาค
  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.): คณะกรรมการภายใน ธปท. ที่รับผิดชอบการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
  • คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.): คณะกรรมการภายใน ธปท. ที่ดูแลด้านนโยบายสถาบันการเงิน
  • คณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.): คณะกรรมการภายใน ธปท. ที่ดูแลด้านระบบการชำระเงิน
  • สำนักงาน กสทช.: หน่วยงานภาครัฐที่ทำงานร่วมกับ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Mobile Banking และการยืนยันตัวตน
  • ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) และ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย): หน่วยงานที่ ธปท. มีความร่วมมือในการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินและตลาดทุน

Latest Posts

spot_imgspot_img

Don't Miss