เจาะลึกหนังสือเปลี่ยนโลก “Why Nations Fail” โดย Daron Acemoglu และ James Robinson (เจ้าของรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2024)!

0
248

>

  • ประเทศที่เปิดโอกาสกับประชาชน

  • กับประเทศที่ระบบเบียดบังความหวัง

  • อะไรทำให้พัง อะไรทำให้พุ่ง?

 

ตอนที่ 1 WhyNationsFail ทำไมบางประเทศถึงร่ำรวย ในขณะที่บางประเทศยังคงยากจน? แล้วไทยล่ะ Podcast

ตอนที่ 2 ถอดรหัส “Why Nations Fail”: ทำไมบางชาติรุ่งเรือง บางชาติล่มสลาย? (สรุปแนวคิดหลัก) podcast

📚 เขียนโดย Daron Acemoglu และ James A. Robinson

หนังสือ “Why Nations Fail: The Origins of Power, Prosperity, and Poverty” โดย Daron Acemoglu และ James A. Robinson (ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2024 ร่วมกับ Simon Johnson ) นำเสนอคำตอบที่ทรงพลังต่อคำถามพื้นฐานว่า ทำไมบางประเทศจึงร่ำรวย ในขณะที่บางประเทศยังคงยากจน. ผู้เขียนปฏิเสธคำอธิบายยอดนิยมเดิมๆ ที่เน้นปัจจัยทางภูมิศาสตร์ , วัฒนธรรม , หรือความไม่รู้ของผู้ปกครอง (Ignorance Hypothesis) ว่าเป็นสาเหตุหลักของความแตกต่างในการพัฒนา. พวกเขาชี้ให้เห็นผ่านกรณีศึกษาเปรียบเทียบ เช่น เมือง Nogales ที่ถูกแบ่งครึ่งโดยพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก หรือความแตกต่างระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ว่าพื้นที่ที่มีภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันสามารถมีชะตากรรมทางเศรษฐกิจที่ต่างกันสุดขั้วได้.  

หัวใจสำคัญของทฤษฎีคือ “สถาบัน” (Institutions) ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงกฎกติกาของสังคมที่กำหนดแรงจูงใจและโอกาสของผู้คน. ผู้เขียนจำแนกสถาบันออกเป็นสองประเภทหลัก:   

  1. สถาบันแบบเปิดกว้าง (Inclusive Institutions):

    • เศรษฐกิจ: คุ้มครองกรรมสิทธิ์อย่างมั่นคง , มีระบบกฎหมายที่ไม่ลำเอียง , ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ. สถาบันเหล่านี้สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน นวัตกรรม และการทำงานหนัก นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน.  
    • การเมือง: กระจายอำนาจทางการเมืองอย่างกว้างขวาง , มีความเป็นพหุนิยม , และมีรัฐที่เข้มแข็งแต่ถูกตรวจสอบถ่วงดุลโดยสังคม. สถาบันการเมืองแบบเปิดกว้างทำหน้าที่ค้ำจุนสถาบันเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง. 
  2. สถาบันแบบขูดรีด (Extractive Institutions):

    • เศรษฐกิจ: ออกแบบมาเพื่อดูดซับความมั่งคั่งจากคนส่วนใหญ่ไปสู่ชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ , ขาดความมั่นคงในกรรมสิทธิ์ , มีกฎหมายที่ลำเอียง, และกีดกันการแข่งขัน. สถาบันเหล่านี้ทำลายแรงจูงใจและนำไปสู่ความยากจน.  
    • การเมือง: อำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือชนชั้นนำ , ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล , และรัฐมุ่งใช้อำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง. สถาบันการเมืองแบบขูดรีดมักสร้างและค้ำจุนสถาบันเศรษฐกิจแบบขูดรีด.  

Acemoglu และ Robinson ยืนยันว่า สถาบันทางการเมืองเป็นตัวกำหนดพื้นฐาน ของสถาบันทางเศรษฐกิจ. การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักต้องเริ่มจากการปฏิรูปการเมือง.

หนังสืออธิบายว่าสถาบันเปลี่ยนแปลงผ่าน “Institutional Drift” (การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสม) และถูกปรับเปลี่ยนอย่างมากในช่วง “จุดเปลี่ยนสำคัญ” (Critical Junctures) เช่น การระบาดของกาฬโรค , การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในอังกฤษ , หรือการล่าอาณานิคม. ผลลัพธ์ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญขึ้นอยู่กับสถาบันที่มีอยู่เดิมและการต่อสู้ทางอำนาจ.  

เมื่อสถาบันแบบใดแบบหนึ่งก่อตัวขึ้น มักจะเกิด “วงจรแห่งความดี” (Virtuous Circles) ที่สถาบันเปิดกว้างส่งเสริมซึ่งกันและกัน หรือ “วงจรอุบาทว์” (Vicious Circles) ที่สถาบันขูดรีดเสริมสร้างตัวเอง ทำให้ยากที่จะหลุดพ้น. ชนชั้นนำในระบบขูดรีดมักต่อต้าน “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (Creative Destruction) ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโต แต่คุกคามอำนาจของพวกเขา. สิ่งนี้นำไปสู่ “การพึ่งพาเส้นทางเดิม” (Path Dependence) ที่ทำให้อดีตส่งผลต่อปัจจุบันอย่างมาก.  

“Why Nations Fail” ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลสูง. อย่างไรก็ตาม หนังสือก็เผชิญข้อวิจารณ์สำคัญ เช่น การอธิบายด้วยปัจจัยเดียวที่เรียบง่ายเกินไป , การลดทอนความสำคัญของภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม หรือบทบาทผู้นำ , การจัดการกับกรณีที่ไม่สอดคล้องอย่างจีน หรือเสือเศรษฐกิจเอเชีย , ความคลุมเครือของนิยาม , และการขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการสร้างสถาบันแบบเปิดกว้าง.  

แม้จะมีข้อวิจารณ์ หนังสือได้เปลี่ยนจุดเน้นของการถกเถียงเรื่องการพัฒนา จากแค่การหานโยบายที่ถูกต้อง ไปสู่การทำความเข้าใจสถาบันพื้นฐานและกระบวนการทางการเมืองที่เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของประเทศ. มันเป็นงานที่กระตุ้นความคิดและยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจความเหลื่อมล้ำระดับโลก.