แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: สรุปภาพรวมและกลยุทธ์การลงทุน ประจำวันที่ 6 มิถุนายน 2568
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: สรุปภาพรวมและกลยุทธ์การลงทุน ประจำวันที่ 6 มิถุนายน 2568
ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ แม้ว่าดัชนี SET จะปิดบวกเล็กน้อยที่ 1,140.63 จุด (+0.76%) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีก็ยังคงติดลบหนักที่ -19.15% สะท้อนถึงแรงกดดันที่ตลาดยังคงเผชิญ
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: แรงกดดันจากสงครามการค้า
เศรษฐกิจโลกในปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์การเติบโตของ GDP โลกจะอยู่ที่ 2.4% ลดลงจาก 2.9% ในปี 2567 ปัจจัยหลักคือความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยืดเยื้อ รวมถึงนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและบั่นทอนความเชื่อมั่น การค้าโลกคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.6% ในปี 2568 ส่งผลให้ธุรกิจทั่วโลกชะลอการลงทุนภาคส่วนที่พึ่งพาการค้าสูง อย่างไรก็ตาม ภาคบริการกลับแสดงความยืดหยุ่น โดยเฉพาะบริการที่ส่งมอบแบบดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ในท่ามกลางความท้าทาย
เศรษฐกิจไทย: รับมือความผันผวนด้วยนโยบายเชิงรุก
สำหรับเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (JSCCIB) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 ลงเหลือ 1.5-2.0% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัว 0.5-0.3% ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ตอบสนองด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.75% และส่งสัญญาณพร้อมลดเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
แม้มีการลดดอกเบี้ย แต่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว (32.5-32.7 บาท/ดอลลาร์) เมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา ซึ่งเป็นความท้าทายต่อ BOT ในการรักษาสมดุล รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินมาตรการ “Quick Win” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น ควบคู่ไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศ
วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย (SET Index): กรอบแคบ ความหวัง Fund Flow กลับ
SET Index เปิดลบเล็กน้อยในเช้าวันนี้ (1,138.99 จุด) และคาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,120-1,130 จุด และแนวต้านที่ 1,150-1,160 จุด นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 115.73 ล้านบาท เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน แต่กลับเข้าซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร ซึ่งอาจเป็นการเก็งกำไรถึงการลดดอกเบี้ยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง (จากโครงการ Digital Wallet) Valuation ของตลาดหุ้นไทยที่น่าสนใจ (PER 2568 ที่ 12.5 เท่า) และสถานะที่ยังคง Laggard ตลาดหุ้นเอเชีย แต่ความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องจับตา
กลยุทธ์การลงทุน: “Selective Buy”
ในภาวะที่ตลาดผันผวนและขาดทิศทางที่ชัดเจน การเลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม:
- สำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงต่ำ: เน้นหุ้นพื้นฐานดี มีรายได้หลักจากในประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล, ค้าปลีก, สาธารณูปโภค, โทรคมนาคม รวมถึงหุ้นปันผลสูง (>5%)
- สำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงสูง: พิจารณาหุ้นที่คาดว่าจะฟื้นตัวเร็วหากสถานการณ์การค้าโลกดีขึ้น หรือได้รับประโยชน์จากโครงการภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, ท่าอากาศยาน, โรงแรม/ท่องเที่ยว, เดินเรือ
การผสมผสานหุ้นตั้งรับกับหุ้นที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ จะช่วยให้นักลงทุนรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ยังเป็นโอกาสระยะยาวที่น่าสนใจในอนาคตของประเทศไทย
ข้อมูลสรุปและจัดทำ ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2568 การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน














