แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (9–13 มิถุนายน 2568) คาดว่าจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความกังวลด้านการเมืองภายในประเทศและนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ
สรุปสำหรับผู้บริหาร (Executive Summary)
ดัชนี SET คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,120-1,180 จุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และการปรับสมดุล MSCI ที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนต่างชาติ
ภาพรวมตลาดปัจจุบัน
ระดับดัชนี SET ล่าสุด
- วันที่ 6 มิถุนายน 2025: ปิดที่ 1,136.43 จุด ลดลง 4.20 จุด (-0.37%)
- มูลค่าการซื้อขาย: 30.85 พันล้านบาท (ต่ำกว่าปกติ)
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ
ปัจจัยบวก:
- การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนแสดงสัญญาณความคืบหน้า
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
- ความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างรัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย
ปัจจัยลบ:
- การปรับสมดุล MSCI ที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดไทยประมาณ 12,000 ล้านบาท
- ความกังวลเรื่องหุ้น DELTA จากกฎระเบียบการจำกัดน้ำหนักในดัชนี
- ปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันในทะเลของ TOP
- ความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
ระดับซัพพอร์ตและเรซิสแตนซ์
ระดับเรซิสแตนซ์ (Resistance):
- 1,180 จุด – ระดับต้านทานหลัก
- 1,150 จุด – ระดับต้านทานรอง
ระดับซัพพอร์ต (Support):
- 1,140-1,120 จุด – กรอบซัพพอร์ตสำคัญ
- 1,130 จุด – ระดับซัพพอร์ตใกล้เคียง
แนวโน้มระยะสั้น
ตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหว sideways ในกรอบแคบ เนื่องจากขาดปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน และยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบหลายประการ
ภาวะเศรษฐกิจไทย
การเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ประมาณการ GDP 2025: 2.0-2.1% (ปรับลดจากเดิม)
- เงินเฟ้อ: อยู่ในเกณฑ์ติดลบ -0.57% ใน พ.ค. 2568
ปัจจัยความเสี่ยง
- การค้าโลก: ผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
- นักท่องเที่ยวจีน: จำนวนลดลงส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว
- หนี้ครัวเรือน: ยังคงอยู่ในระดับสูง
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ
ภาคส่วนที่น่าสนใจ
1. เทคโนโลยีและดิจิทัล
- Data Center และ Cloud Services
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- บริการดิจิทัล
2. พลังงานสะอาด
- พลังงานทดแทน
- เทคโนโลยี EV
- เศรษฐกิจหมุนเวียน
3. เกษตรกรรมแปรรูป (AgriTech)
- เทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ
- Food Technology
- การแปรรูปอาหารคุณภาพสูง
4. โครงสร้างพื้นฐาน
- โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor)
- การขนส่งและโลจิสติกส์
- สาธารณูปโภคพื้นฐาน
หุ้นที่แนะนำในระยะสั้น
หุ้นปลอดภัยและให้ผลตอบแทนสูง:
- BH, BDMS (สุขภาพ)
- ADVANC (โทรคมนาคม)
- AP, SPALI (อสังหาริมทรัพย์)
- TISCO, TTW (การเงินและสาธารณูปโภค)
ข้อควรระวังและความเสี่ยง
ความเสี่ยงระยะสั้น
- การปรับสมดุล MSCI – อาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนในระยะสั้น
- ความผันผวนจากการเมือง – การเจรจาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
- ความไม่แน่นอนจากการค้าโลก – ผลจากการเจรจาสหรัฐฯ-จีน
กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง
- การกระจายการลงทุน: ลงทุนหลากหลายภาคส่วน
- การรอจังหวะ: รอสัญญาณความชัดเจนจากปัจจัยภายนอก
- Stop Loss: ตั้ง Stop Loss ที่ระดับ 1,120 จุด
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
สัปดาห์นี้ (9-13 มิถุนายน 2568)
- ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทย
- การประชุม Reserve Bank of India (RBI)
- ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ
- ความคืบหน้าการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน
ปัจจัยระยะกลาง
- การประชุม NATO และ G7 Summit
- แผนพลังงานแห่งชาติใหม่ (เป้าหมายพลังงานทดแทน 20% ภายในปี 2580)
- กฎระเบียบการจำกัดน้ำหนักหุ้นในดัชนี (มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568)
สรุปและข้อเสนอแนะ
แนวโน้มระยะสั้น: เคลื่อนไหวในกรอบแคบ รอปัจจัยสนับสนุนใหม่
กลยุทธ์แนะนำ:
- Defensive Strategy – เน้นหุ้นปลอดภัยที่ให้ปันผลดี
- Sector Rotation – หมุนเวียนลงทุนในภาคเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
- Risk Management – บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
เป้าหมายระยะกลาง: ตลาดมีศักยภาพฟื้นตัวได้หากปัจจัยภายนอกมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการค้าโลกและการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต
รายงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนการลงทุน

